ปัจจัยที่มีผลต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์


จุลินทรีย์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ต้องมีการเจริญหรือทวีจํานวน ซึ่งการเจริญหรือทวีจํานวนจะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมหลายประการ ได้แก่




1. อุณหภูมิ (Temperature)


ชนิดของจุลินทรีย์จะสัมพันธ์กับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมในสถานที่นั้นๆ กล่าวคือจุลินทรีย์จะต้องเจริญเติบโตได้ในช่วงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงนั่นเอง โดยมีสิ่งที่จำเป็นต้องทราบคือ

1. Minimum Temperature : คือค่าอุณหภูมิต่ำสุดที่จุลินทรีย์ยังสามารถเจริญเติบโตและดำเนินกิจกรรมทางด้านเมตาบอลิซึมต่อไปได้

2. Maximum Temperature : คือค่าอุณหภูมิสูงสุดที่จุลินทรีย์ยังสามารถเจริญและดำเนินกิจกรรมทางด้านเมตาบอลิซึมต่อไปได้ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นกว่านี้อีก เล็กน้อยแล้วการเจริญเติบโตจะหยุดลงและถ้ายังคงสูงขึ้นอีกถึงจุดหนึ่ง Enzyme และ Nucleic acid จะถูกทำให้สูญเสียกิจกรรมหรือเรียกว่า Inactivation อย่าง
ถาวร และในที่สุดจุลินทรีย์จะตาย ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปที่นำไปใช้ในการทำลายจุลินทรีย์ด้วยความร้อน

3. Optimum Temperature : คือช่วงอุณหภูมิแคบๆ ซึ่งอยู่ระหว่าง Minimum Temperature และ Maximum Temperature คือเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและมีอัตราของเมตาบอลิซึมสูงสุดจุลินทรีย์จะแบ่งออกตามช่วงอุณหภูมิที่อาศัยอยู่ดังต่อไปนี้
- Psychrophile : เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส สามารถเจริญเติบโตได้ที่ 0 องศาเซลเซียส และไม่สามารถเจริญฯที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 องศา เซลเซียส เช่น กลุ่มจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตบนทุ่งหิมะ น้ำแข็ง ใต้ทะเลลึก เป็นต้น
- Mesophile : กลุ่มจุลินทรีย์ซึ่งมีความสำคัญที่สุดทางด้านการแพทย์ เจริญเติบโตในช่วงอุณหภูมิปานกลาง โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมของจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้อยู่ระหว่าง 20 - 40 องศาเซลเซียส จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ( Pathogens ) ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และบางชนิดเป็นสาเหตุของการเน่าเสียของอาหาร โดยเป็นชนิดที่สร้าง Cyst , Spore เพื่อให้สามารถทนทานต่อความร้อนได้
- Thermophile : เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส และโดยทั่วไปจะเจริญเติบโตได้ในช่วง 45 - 80 องศาเซลเซียส บางชนิดเจริญเติบโตได้ที่ 250 องศาเซลเซียส หลายชนิดเป็นจุลินทรีย์ประเภทสร้างสปอร์ ( Spore-forming bacteria ) ดังเช่น Bacillus, Clostridium ฯลฯ


2. สารอาหาร (Nutrient)

3. ก๊าซ (Gases)


ในบรรยากาศมีแก๊ส 3 ชนิดซึ่งมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์คือ ออกซิเจนคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจน โดยที่ออกซิเจนมีผลมากที่สุด กล่าวคือไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการหายใจเท่านั้นแต่ยังเป็นสารที่มี Oxidizing power สูงในรูปของ Toxic form ( O2, H2O2, OH- ) จุลินทรีย์แบ่งเป็น 3  กลุ่มคือ

1. สามารถใช้และ Detoxify ออกซิเจนได้
2. ไม่สามารถใช้และไม่สามารถ Detoxify ได้
3. ไม่สามารถใช้ แต่สามารถ Detoxify ได้

การทำให้ไม่มีความเป็นพิษ ( Detoxification ) ของออกซิเจนในรูปสารพิษ เพื่อให้ได้ออกซิเจนในรูปที่ไม่มีอันตรายประกอบด้วย 2 ขั้นตอนดังนี้ เมื่อพิจารณาความต้องการออกซิเจนจะแบ่งจุลินทรีย์ได้ดังนี้คือ Aerobes และ Anaerobes

Aerobe หรือ Aerobic microorganism : เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจนในบรรยากาศและมีเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการแปลงรูปออกซิเจนที่เป็นพิษแบ่งย่อยได้เป็น

1. Obligate aerobe : ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ถ้าไม่มีออกซิเจน
2. Facultative anaerobe : เป็นชนิดที่เจริญเติบโตได้แม้ไม่มีออกซิเจน โดยเปลี่ยนระบบเมตาบอลิซึมเป็นแบบไม่ต้องการอากาศในรูปการหมัก ( Fermentation )
3. Microaerophile : ไม่เจริญเติบโตในสภาพที่มีออกซิเจนทั่วไป แต่ต้องการออกซิเจนในปริมาณเล็กน้อยเพื่อดำเนินกิจกรรมทางด้านเมตาบอลิซึมมักจะอาศัยในที่ซึ่งมีออกซิเจนต่ำ

Anaerobe : ไม่เจริญเติบโตในบรรยากาศที่มีออกซิเจน และขาดระบบเอนไซม์ด้านเมตาบอลิซึมสำหรับใช้ออกซิเจนเพื่อการหายใจ ไม่สามารถทนสภาพที่มีออกซิเจนอิสระได้เนื่องจากขาดเอนไซม์แปลงรูปออกซิเจนที่เป็นพิษ อาจแบ่งได้ดังนี้

1. Obligate anaerobes : อาศัยในสภาพซึ่งไม่มีออกซิเจน ดัง เช่น ในโคลนลึก ทะเลสาบ มหาสมุทร ดิน และในร่างกายมนุษย์ จุลินทรีย์กลุ่มนี้ต้องเลี้ยงใน
อาหารและ ภาชนะหรือระบบปิดที่ไม่มีออกซิเจน
2. Aerotolerant anaerobe : ไม่ใช้ออกซิเจนแต่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพที่มีออกซิเจน จุลินทรีย์พวกนี้ไม่ถูกทำลายด้วยออกซิเจน เนื่องจากจุลินทรีย์เหล่า
นี้มีกลไก การทำลายออกซิเจนในรูปที่เป็นพิษคือ Peroxide และ Superoxide ได้
เทคนิคที่ใช้ตรวจสอบดูการใข้ออกซิเจนนั้นกระทำโดยการพิจารณาาจากตำแหน่งที่จุลินทรีย์เจริญเติบโตในหลอดสารละลาย Thioglycollate
นอกจากนี้แม้ว่าจุลินทรีย์ทุกชนิดจะต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2 ) บ้างในระบบเมตาบอลิซึมก็ตาม แต่กลุ่ม Capnophile จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อมี
CO2 สูงมากกว่าในบรรยากาศ



4. รังสี (Radiation)

5. ความชื้น (Moisture)

6.เสียง (Sonic Vibration)

7.ความเป็นกรด-ด่าง (Hydrogen ion concentration หรือ pH)


จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะไม่เจริญเติบโตในสภาพที่มีค่า pH สูงหรือต่ำ เนื่องจากกรดและด่างจะทำลายเอนไซม์และสารต่างๆ ภายในเซลล์ ช่วงค่า pH ที่เหมาะสมอยู่ระหว่างค่า pH 6-8 จุลินทรีย์บางชนิดจะอาศัยอยู่ใน pH ต่ำมาก เช่น Euglena mutabalis ซึ่งเป็น Obligate acidophile จะเจริญเติบโตระหว่าง pH 0-1นอกจากนี้ราและยีสต์อาจทนทานในสภาพที่เป็นกรดได้ ดังนั้นจึงมักปนเปื้อนในอาหารจำพวกผักดอง และในทางกลับกันพวก Alkalinophile จะเจริญเติบโตในสภาพที่เป็นด่าง เนื่องจากมี Basic mineral ( โดยอาจมีค่า pH สูงถึง 10 )



8.Oxidation-Reduction Potential

9.แรงดันของน้ํา (Hydrostatic pressure)


แม้ว่าจุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะอาศัยในสภาพ Hypotonic หรือ Isotonic แต่มีบางชนิดในกลุ่มที่เรียกว่า Halophile หรือ Osmophile ซึ่งอาศัยในสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงหรือ Hypertonic solution Obligate halophiles เช่น Halobacterium และ Halococcus อาศัยในแหล่งน้ำที่มีความเข้มข้นของเกลือสูง คือเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมในสภาพที่มี NaCl 25 % ต้องการ NaCl อย่างต่ำ 15 % และแตกตัว ( Lysis ) ในสภาพแวดล้อมแบบ Hypotonic การถนอมอาหารโดยการใช้ High osmotic pressure โดยทั่วไปในอาหารพวกแยม เยลลี่ ไซรัป และน้ำเกลือ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตามอาจถูกรบกวนและถูกทำให้อาหารเน่าเสียได้จากจุลินทรีย์ประเภทแบคทีเรียหรือราที่เป็น Osmophile

แบคทีเรียในอาหาร


     อาหาร เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อชีวิต แต่โดยทั่วไปอาหารที่เราบริโภคมักปนเปื้อนจุลินทรีย์ชนิดต่างๆโดยเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก จึงไม่สามารถมองเห็นได้ว่าในอาหารที่เราบริโภคเข้าไปมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียอยู่ และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ได้แก่ ทำให้อาหารเน่าเสีย ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเกิดโรคอาหารเป็นพิษขึ้น หากอาหารที่เราบริโภคเข้าไปมีการปนเปื้อนแบคทีเรียในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อการก่อโรคก็จะไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่ถ้าอาหารมีแบคทีเรียปนเปื้อนในปริมาณมากก็จะเกิดความผิดปกติต่อร่างกายขึ้น เช่น ปวดท้อง ท้องร่วง อาเจียน เป็นไข้ เนื่องจากแบคทีเรียสามารถพบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม จึงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรียได้ การรู้วิธีการป้องกันการเกิดการปนเปื้อนของแบคทีเรียในอาหาร ก็ย่อมส่งผลดีให้กับร่างกายของเรา โดยการดูแลสุขลักษณะทั้งของอาหารและตัวผู้บริโภคเองให้ปลอดภัยและมีคุณภาพ เราก็จะสามารถหลีกเลี่ยงโรคภัยต่างๆที่ไม่พึงประสงค์ได้



     อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญมากในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีมากมายหลายประเภทให้เลือกสรร อาหารแต่ละประเภทที่เราบริโภคเข้าไปมีทั้งที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางโภชนาการและโทษต่อร่างกายอย่างไรก็ตาม อาหารแทบทุกชนิดที่เราบริโภคเข้าไปนั้น มักจะประสบปัญหากับการปนเปื้อนจากสารพิษต่างๆไม่ว่าจะเป็นสารพิษที่เป็นสิ่งมีชีวิต สารเคมี หรือสารกัมมันตรังสี โดยเฉพาะอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษที่เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกจุลินทรีย์  (Microorganisms) ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย รา ยีสต์ ฯลฯ เนื่องจากจุลินทรีย์สามารถพบได้ทั่วไป โดยปริมาณที่พบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการผลิต บรรจุภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร สภาพแวดล้อม รวมไปถึงผู้บริโภคเอง โดยผู้ที่บริโภคอาหารปนเปื้อนจุลินทรีย์จะได้รับผลกระทบต่อร่างกายมากน้อยแตกต่างกันไปตามชนิดและประเภทของจุลินทรีย์โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เองก็มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ใน ระบบทางเดินอาหาร มีทั้งจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์และให้โทษต่อร่างกาย ร่างกายของมนุษย์ก็จะมีกลไกในการป้องกันหรือกำจัดจุลินทรีย์แปลกปลอมออกไป แต่หากเกิดในขณะที่ร่างกายอ่อนแอ หรือมีปริมาณของจุลินทรีย์มากเกินไปจนร่างกายไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ก็ทำให้จุลินทรีย์เข้าไปก่อกวนระบบการทำงานของร่างกายและก่อให้เกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้เกิดอาการป่วยในลักษณะต่างๆ หรือเป็นโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหารเรียกว่า “โรคอาหารเป็นพิษ”ซึ่งพบว่าประมาณ 70% ของโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุสำคัญ
     ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นโดยการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึง
อย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับอาหารได้ สำหรับอาการที่ปรากฏหลังจากบริโภคอาหารจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับจำนวนของแบคทีเรียที่อยู่ในอาหาร หากมีจำนวนน้อยร่างกายก็จะสามารถต้านทานได้ แต่หากมีจำนวนมากเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการต่างๆขึ้น เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง ฯลฯหากเรามีวิธีดูแลและป้องกันการบริโภคอย่างถูกวิธีก็จะทำให้เราสามารถป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรียในอาหารได้และดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข






ความหลากหลายทางชีวภาพ

     
     ความหลากหลายทางชีวภาพ ( Biodiversity หรือ Biological Diversity) หมายความถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ มาจากคำ 2 คำ คือ Biological หมายถึง ชีวภาพ และ diversity หมายถึง ความหลากหลาย

ระดับของความหลากหลายทางชีวภาพ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ระดับคือ 
1. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) 
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Species diversity
3.ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecological diversity

.............................................................................................................

1.ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) หมายถึง ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นพ่อแม่และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปเช่น ลักษณะความหลากหลายของลวดลายและสีของหอยทาก Cepaea nemoralls ความหลากหลายของสีสันของ emerald tree boas Corallus canius ลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดนั้นผ่านทางยีนส์ (genes) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ซึ่งส่งผลให้สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันอาจมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกันไปตามยีนส์ ที่ได้รับการถ่ายทอดมา ตัวอย่างของความหลากหลายทางพันธุกรรมมีอยู่ทุกครอบครัวของสิ่งมีชีวิต พี่น้องอาจมีสีผม สีผิวและสีของนัยน์ตาที่แตกต่างกัน เป็นต้น



  ความแตกต่างผันแปรทางพันธุกรรมในแต่ละหน่วยชีวิตนั้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมซึ่งอาจเกิดขึ้นในระดับยีนส์หรือในระดับโครโมโซม ผสมผสานกับกลไกที่เรียกว่า Crossingover ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ สำหรับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นผลทำให้ยีนส์สลับที่รวมตัวกันใหม่ (Recombination) ซึ่งจะถูกถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานต่อ ๆ ไปในประชากร


2.ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ (Species diversity) หมายถึงจำนวนชนิด และจำนวนหน่วยสิ่งมีชีวิตที่เป็นสมาชิก ของแต่ละชนิดที่มีอยู่ใน แหล่งที่อยู่อาศัยในประชากรนั้น ๆ หรือหมายถึงความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต (species) ที่มีอยู่ในพื้นที่หนึ่งนั่นเอง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่วิวัฒนาการอยู่บนโลกนี้ในปัจจุบันมีจำนวนชนิดอยู่ระหว่าง  2-30 ล้านชนิด โดยที่มีบันทึกอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 1.4 ล้านชนิด แบ่งออกเป็น 5 อาณาจักร ดังนี้คือ

  • อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Mornera) 
  • อาณาจักรโพรติสตา (Kingdom Protista) 
  • อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) 
  • อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi) 
  • อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) 


3.ความหลากหลายของระบบนิเวศหรือแหล่งที่อยู่อาศัย (Ecological system diversity หรือ Habitat diversity) คือความซับซ้อนของลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เมื่อประกอบกับสภาพภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศทำให้เกิดระบบนิเวศหรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน การที่สามารถพบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่ได้โดยผ่านการคัดเลือกตามธรรมชาติตามกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต



      ความหลากหลายทางนิเวศวิทยา ประกอบด้วยความหลากหลาย 3 ประเด็น คือ
ความหลากหลายของถิ่นตามธรรมชาติ ในแต่ละบริเวณที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไป บริเวณใดที่มีความหลากหลายของแหล่งที่อยู่อาศัย ที่นั่นจะมีชนิดของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายไปด้วยเช่นกัน 
ความหลากหลายของการทดแทน เมื่อสิ่งมีชีวิตเริ่มพัฒนาขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตขึ้นมาก่อนและพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนสิ่งมีชีวิตสมบูรณ์ เมื่อเกิดการรบกวนหรือการทำลายระบบนิเวศลงไป เช่น พายุ ไฟป่า การตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ ก็จะทำให้ระบบนิเวศเกิดการเสียหายหรือถูกทำลายแต่ธรรมชาติจะมีการทดแทนทางนิเวศของสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมาแทนที่ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัย ที่เอื้อต่อ การดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ แสง ความชื้น อุณหภูมิ ฯลฯ เปลี่ยนไป การทดแทนสังคมที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้เรียกว่าการทดแทนลำดับสอง 
ความหลากหลายของภูมิประเทศ/ภูมิทัศน์ พื้นผิวโลกจะประกอบด้วยภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน หากแบ่งตามลักษณะภูมิอากาศสามารถแบ่งได้เป็น 4 เขตใหญ่ๆคือ
  1.เขตร้อนชื้นแถบศูนย์สูตร หรือเขตร้อน มีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ 
  2. เขตอบอุ่น เป็นเขตที่พบความหลากหลายทางชีวภาพ รองลงมาจากเขตร้อน
  3. เขตหนาวแบบทรุนดา เป็นบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมาก
  4. เขตหนาวขั้วโลก เป็นพื้นที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยเพราะสภาพพื้นที่มีแต่ภูเขาน้ำแข็ง


ประโยชน์ของจุลินทรีย์ในด้านต่าง ๆ

จุลินทรีย์กับสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันนิยมนำจุลินทรีย์มาช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาดโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการปนเปื้อนของสารพิษเหล่านนี้อยู่ ทั้งที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และในดิน เช่น การนำจุลินทรีย์มาบำบัดสารมลพิษที่ย่อยสลายยากทั้งที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ โดยจุลินทรีย์เหล่านี้จะย่อยสลายสารมลพิษเหล่านี้ให้มีความเป็นพิษน้อยลง หรือย่อยจนสารพิษนั้นหมดไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเป็นพิษของสารนั้นและชนิดของจุลินทรีย์ที่นำมาบำบัด
จุลินทรีย์กับการแพทย์     จุลินทรีย์ถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางในการผลิตสารที่จำเป็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์และการรักษาโรค  ซึ่งตามปรกติแล้วสารเหล่านี้จะสกัดมาจากคนหรือสัตว์ซึ่งให้ปริมาณน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ  ทำให้มีราคาแพง การผลิตโดยจุลินทรีย์จะอาศัยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม  ทำให้เราสามารถทำการตัดต่อยีน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารชนิดนั้น ๆ
จุลินทรีย์กับอุตสาหกรรม   จุลินทรีย์มักนำมาใช้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ยีสต์ (Yeast)  Saccharomyces cerevisiae เป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ที่รู้จักกันดีคือ เบียร์ เหล้า และไวน์  เชื้อรา Aspergillus oryzae ใช้ผลิตอาหารและอาหารเสริม เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว น้ำปลา น้ำส้มสายชู ปลาร้า  แบคทีเรีย (Bacteria) ในจีนัสแลคโตเบซิลัส (Lactobacillus) ใช้ในการผลิตนมเปรี้ยว (cultured milk) ทุกชนิดได้  เชื้อรา Aspergillus niger ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร ในอุตสาหกรรมน้ำหมึก สีย้อม และใช้ในวงการแพทย์  เชื้อรา Aspergillus oryzae ใช้ในการทำให้ไวน์ เบียร์ และน้ำผลไม้ใสขึ้น   ยีสต์ Saccharomyces cerevisiae ใช้ในอุตสาหกรรมทำลูกกวาด ไอศกรีม
จุลินทรีย์กับการเกษตร    ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำเป็นเชื้อ EM (ปุ๋ยชีวภาพ) ได้แก่ กลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง แลกโตบาซิลัส (Lactobacillus), เพนนิซีเลียม (penicillum), ไตรโคเดอมา (Trichoderma), ฟูซาเรียม (Fusarium), สเตรปโตไมซิส (Streptomysis) อโซโตแบคเตอ (Azotobacter) ไรโซเบียม (Rhizobium) ยีสต์ (yeast)  รา ( mold )  เป็นต้น
 

ประเภทของจุลินทรีย์

จุลินทรีย์มีอยู่มากมายหลายชนิด สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้



  • แบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีลักษณะโครงสร้างแบบง่ายๆ พบอยู่ทั่วไปทั้งในน้ำ อากาศ และบนพื้นดิน แบคทีเรียก่อให้เกิดการเน่าเสียของอาหาร โรคท้องร่วง และทำให้บาดแผลเน่าเปื่อย
  • สาหร่าย เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารสีเขียวที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง ลักษณะของเซลล์มีทั้งแบบเดี่ยว แบบกลุ่มหรือเป็นเส้นสาย เช่น สาหร่ายสีเขียว แดง น้ำเงิน
  • รา เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นทั้งเซลล์เดียว หรือเป็นเส้นใย ตลอดจนลักษณะที่เป็นดอกเห็ด พบอยู่ทั่วไปทั้งในดิน น้ำ อากาศ ประโยชน์ของราได้แก่ การผลิตสุรา เบียร์ และขนมปัง ส่วนโทษของราจะทำให้อาหารเน่าเสียและก่อให้เกิดโรคได้
  • โปรโตซัว เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่แบบเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์รวมกันเป็นกลุ่ม มีรูปร่างไม่แน่นอน พบทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม รวมทั้งในดินที่ชื้นแฉะ โปรโตซัวก่อให้เกิดโรคบิด มาลาเรีย แต่มีประโยชน์ต่อความสมดุลของระบบนิเวศ
  • ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก ไม่มีลักษณะหรือคุณสมบัติเป็นเซลล์ แต่จะประกอบด้วย DNA หรือ RNA อย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น

โลกของจุลินทรีย์

สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นเป็นสิ่งแรกในโลก ได้แก่ จุลินทรีย์และนับตั้งแต่ที่จุลินทรีย์ได้มีบทบาท ต่อการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในโลก เป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการ ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในเชิงความสามารถที่จะดำรงชีวิตในระบบนิเวศน์และสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้กระจายอยู่ ทุกหนทุกแห่งในโลก แม้ในที่ ๆ สิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถเจริญอยู่ได้ เช่นในน้ำพุร้อนซึ่งอุณหภูมิสูงถึง 90-100 องศาเซลเซียส หรือที่เย็นจัดอุณหภูมิติดลบ ความเป็นกรดด่างมาก บริเวณที่ปราศจากออกซิเจน ใต้ทะเลหรือบริเวณที่มีความดันสูง บริเวณที่มีเกลือเข้มข้น  25-30% หรือน้ำตาลเข้มข้น 60-70% เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นการง่ายที่จะระบุแหล่งที่ปลอดจุลินทรีย์มากกว่าที่จะระบุแหล่งที่มีจุลินทรีย์


นิยามของความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ 
ความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ คือ การมีจุลินทรีย์นานาชนิด นานาพันธุ์ในระบบนิเวศอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมากมายและแตกต่างกันทั่วโลก